26 September 2020

Fancy Kid

รีวิวหนังดีๆ เว็บซีรีย์เด็ดๆ ดีต่อใจที่คุณไม่ควรพลาด

รีวิว The First Purge (ปฐมบทคืนอำมหิต) จุดเริ่มต้นอาชญากรรมที่ไม่ผิดกฏหมาย

ไหนใครอยากดูหนังเดือดๆแนวฆ่าล้างบางบ้าง สำหรับหนังเฟรนไซส์อย่าง The Purge ที่กลับมาในภาค 4 กับเรื่องราวของปฐมบทการฆ่าล้างบาง หรือที่เรียกได้ว่าเป็นเล่าเรื่องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของประเพณีการฆ่าล้างบางนี้นั่นเอง ในวันนี้เราจะพาทุกคนมาตะลุยหนังเรื่องนี้ไปพร้อมกับการ รีวิว The First Purge (ปฐมบทคืนอำมหิต) กันเลย

รีวิว The First Purge

ชื่อเรื่อง : “The First Purge” (ปฐมบทคืนอำมหิต)

แนว : แอคชั่น สยองขวัญ

นักแสดง : Jason Blum, Michael Bay, Andrew Form, Brad Fuller, Sébastien K. Lemercier

บทภาพยนตร์ : James DeMonaco

ผู้กำกับ : Gerard McMurray

ค่าย : Universal Pictures

วันฉาย : 04 กรกฏาคม 2018

เวลา : 1 ชั่วโมง 52 นาที

IMDb : 5.2

รีวิว The First Purge

เรื่องย่อ

เรื่องราวในประเทศอเมริกาที่ไม่มีความสงบสุขและมีแต่ความวุ่นวาย ตลอดทั่วทุกมุม จนในวันหนึ่งมีพรรคการเมืองอย่างพรรคพัฒนาชาติใหม่ ที่ได้ทำการล้มรัฐบาลชุดเก่า และทำการยึดอำนาจแทน พวกเขาเล็งเห็นว่าต้นตอของความไม่สงบสุขนี้เกิดมาจาก ความโกรธแค้นภายในจิตใจของประชาชนแทบทั้งสิ้น พวกเขาจึงได้ทำการคิดค้นโปรเจ็กต์ “คืนล้างบาป” ขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนปลดปล่อยความโกรธแค้นภายในจิตใจออกมาให้หมด โดยในวันนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรที่ผิดกฎหมายก็จะถือว่าไม่มีความผิดใดๆติดตัว และในอีก 364 วันที่เหลือทุกคนจะต้องกลายมาเป็นคนดี โดยปราศจากเหตุร้ายใดๆทั้งสิ้น

ทีมนางเอก

รีวิว The First Purge (ปฐมบทคืนอำมหิต)

ถ้าชีวิตจริงมีแบบนี้ก็คงจะวุ่นวายน่าดูเลยทีเดียว มันเหมือนกับเป็นการปล่อยผียังไงไม่รู้ คือถ้าเป็นในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้นั้น ไม่ว่าคุณอะไรที่เดิมทีแล้วส่วนรวมอาจจะมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าคนตาย หรือการปล้นจี้ต่างๆ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ คุณจะไม่มีความผิดใดๆติดตัวเลยสักนิดเดียว โดยในส่วนของตัวหนังนั้นได้มีการบอกเล่าถึงเรื่องราวเหตุการณ์ความตกต่ำทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ นั่นมันทำให้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในเมือง และจะต้องทำการสร้างประวัติให้ประเทศครั้งใหม่

ความจิตเพียงหนึ่งเดียวในเรื่อง

ซึ่งสำหรับหนังเรื่องนี้เราว่า มันเดินเรื่องได้ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นสักเท่าไร กว่าจะเข้าฉากแอคชั่นได้ ก็ปาไปเกือบครึ่งเรื่องได้แล้ว อีกทั้งหนังมันยังไม่ไม่ค่อยจิตเท่าไร เพราะจริงๆแล้วถ้าเป็นหนังสไตล์แบบนี้ มันจะต้องจิตๆหน่อยแหละ แต่มันก็สามารถดูได้แบบเพลินๆ ดูเรื่อยๆตลอดทั้งเรื่องได้เลยทีเดียว

ตัวอย่าง

หากคุณไม่อยากพลาดทุกข้อมูลเกี่ยวกับการรีวิวหนังดีๆ หรือรับชม รีวิว The Silence (เงียบให้รอด) พล็อตเรื่องเดิมๆ แต่สนุกและน่าติดตามมากๆ อย่าลืมติดตามกันได้ที่ Fancy-kid.com

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากเว็บรีวิวหนัง Dbalmaxpro